ระบบฐานข้อมูล NSTIS สำหรับนักวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัยไทยในยุคดิจิทัล

ระบบฐานข้อมูล NSTIS สำหรับนักวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัยไทยในยุคดิจิทัล

Article WUSTP

           ในยุคดิจิทัล งานวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงห้องทดลองหรือเอกสารตีพิมพ์ แต่ต้องพึ่งพา การจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการเข้าถึงข้อมูลวิจัยที่เชื่อถือได้ นักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลและใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่าง NSTIS จะสามารถทำงานวิจัยได้รวดเร็ว มีคุณภาพ และสามารถต่อยอดผลงานวิจัยสู่ระดับสากลได้

NSTIS (National Science and Technology Information System) ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของ STDB เป็นฐานข้อมูลวิจัยแห่งชาติของประเทศไทย รวบรวมข้อมูลนักวิจัย ผลงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และโครงการวิจัยต่าง ๆ ระบบนี้ช่วยให้นักวิจัยไทยเข้าถึงข้อมูลสำคัญ วางแผนงานวิจัย และสร้างความร่วมมือกับนักวิจัยและหน่วยงานอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความนี้จะอธิบายถึงประโยชน์และแนวทางการใช้ NSTIS สำหรับนักวิจัย พร้อมบทบาทของ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการสนับสนุนงานวิจัย

NSTIS คืออะไร และทำงานอย่างไร ?

NSTIS เป็น ฐานข้อมูลแบบบูรณาการ ที่รวบรวมข้อมูลวิจัยของประเทศไทยทั้งหมด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลเชื่อมโยง:

  • นักวิจัย : ข้อมูลประวัติ ผลงานตีพิมพ์ ความเชี่ยวชาญ และโครงการวิจัย
  • ผลงานวิจัย : บทความ สิ่งประดิษฐ์ รายงานโครงการ
  • ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ : ข้อมูลอุปกรณ์และความพร้อมในการใช้งาน
  • ทุนวิจัยและโครงการสนับสนุน : ข้อมูลการรับทุนและโครงการที่กำลังดำเนินการ

NSTIS ถูกออกแบบให้ เข้าถึงง่าย สำหรับนักวิจัยทั้งในมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ทำให้สามารถตรวจสอบและวางแผนงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของ NSTIS สำหรับนักวิจัย

  • สืบค้นผลงานวิจัยได้รวดเร็ว : นักวิจัยสามารถค้นหางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาขาของตนได้ทันที ลดเวลาในการค้นคว้าเบื้องต้น
  • ลดความซ้ำซ้อนของงานวิจัย : การเข้าถึงผลงานวิจัยที่มีอยู่แล้วช่วยหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำ และสามารถมุ่งเน้นต่อยอดงานวิจัยใหม่
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือ : ข้อมูลนักวิจัยและห้องปฏิบัติการใน NSTIS ทำให้นักวิจัยสามารถหาคู่มือหรือห้องทดลองที่เหมาะสมสำหรับงานวิจัยร่วม
  • วางแผนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม : NSTIS ช่วยให้นักวิจัยวิเคราะห์แนวโน้มและช่องว่างวิจัย (Research Gap) และวางแผนโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาจริง
  • เผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะ : การบันทึกผลงานลง NSTIS ทำให้ผลงานวิจัยของนักวิจัยเข้าถึงและอ้างอิงได้มากขึ้น
NSTIS

วิธีการเข้าใช้งาน NSTIS

  1. เข้าระบบ

    • เปิดเว็บไซต์ NSTIS: https://nstis.mhesi.go.th/

    • สมัครสมาชิกหรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีที่ได้รับจากหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย

    • ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง หากเป็นนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสามารถแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลผลงานวิจัยได้

  2. สำรวจอินเทอร์เฟซของระบบ

    • เมนูค้นหา ข้อมูลนักวิจัย ผลงาน ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือ

    • ตรวจสอบรายละเอียดผลงาน เช่น ผู้ร่วมวิจัย ห้องแล็บ และเครื่องมือที่ใช้

  3. สร้างและจัดการโปรไฟล์นักวิจัย

    • ระบุประวัติการศึกษา ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์

    • เพิ่มผลงานตีพิมพ์ สิ่งประดิษฐ์ และโครงการวิจัย

    • อัปเดตข้อมูลเป็นประจำเพื่อความถูกต้อง

  4. ค้นหาข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

    • ใช้คีย์เวิร์ดเฉพาะสาขาและตัวกรอง เช่น ปีที่เผยแพร่ ประเภทผลงาน หรือหน่วยงาน

  5. ติดตามแนวโน้มและวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย

    • วิเคราะห์ช่องว่างทางวิชาการ

    • วางแผนการส่งผลงานและขอทุนวิจัย

แนวทางการใช้งาน NSTIS อย่างมืออาชีพ

  1. จัดการผลงานวิจัยและข้อมูลทดลอง

    • เก็บไฟล์และ Metadata ของผลงานอย่างเป็นระบบ

    • ใช้เครื่องมือจัดการอ้างอิง เช่น EndNote, Mendeley

  2. สร้างเครือข่ายและความร่วมมือ

    • ตรวจสอบนักวิจัยหรือห้องปฏิบัติการในสาขาเดียวกัน

    • ติดต่อประสานงานเพื่อทำงานวิจัยร่วมกัน

  3. วางแผนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

    • วิเคราะห์แนวโน้มและช่องว่างทางวิชาการ

    • วางแผนโครงการที่มีคุณค่าและตอบโจทย์สังคม

บทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.วลัยลักษณ์

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สนับสนุนงานวิจัยผ่าน การเผยแพร่และจัดการข้อมูลวิจัย ดังนี้:

  • การบันทึกผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยลงใน NSTIS เพื่อให้นักวิจัยเข้าถึงและอ้างอิงได้ง่าย
  • การเชื่อมโยงข้อมูลนักวิจัย ผลงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ภายในมหาวิทยาลัย
  • การสนับสนุนให้นักวิจัยใช้ข้อมูลใน NSTIS อย่างเต็มศักยภาพสำหรับการวางแผนและต่อยอดงานวิจัย

บทบาทเหล่านี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถใช้ NSTIS เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานวิจัยอย่างมืออาชีพ

แนวโน้มอนาคต: การจัดการข้อมูลวิจัยและ Open Science

โลกวิชาการกำลังมุ่งสู่ Open Science ซึ่งเน้นการเผยแพร่ข้อมูลวิจัยอย่างโปร่งใสและเข้าถึงได้ง่าย นักวิจัยที่คุ้นเคยกับ NSTIS และทักษะการจัดการข้อมูลดิจิทัลจะสามารถ:

  • ต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่แล้วได้อย่างรวดเร็ว
  • ลดเวลาและทรัพยากรในการเก็บข้อมูล
  • สร้างเครือข่ายวิจัยในระดับชาติและสากล

การฝึกฝนทักษะเหล่านี้ถือเป็น ความพร้อมเชิงกลยุทธ์ ของนักวิจัยไทยในยุคดิจิทัล

บทสรุป

NSTIS เป็นเครื่องมือสำคัญของนักวิจัยไทยในการจัดการข้อมูลและต่อยอดงานวิจัย การใช้ระบบนี้อย่างมืออาชีพช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้งานวิจัยเข้าถึงและอ้างอิงได้มากขึ้น

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมสนับสนุนการเผยแพร่และจัดการข้อมูลวิจัย ให้นักวิจัยไทยสามารถใช้ NSTIS อย่างเต็มศักยภาพและต่อยอดงานวิจัยสู่ระดับสากล

Scroll to Top